Digital-to-Print Manual
High-End Inkjet Guidelines

TL;DR
Executive Summary

Color Space
Use RGB
เนื่องจากเครื่องพิมพ์ระบบ Inkjet 12 สี (High-end Wide Gamut) มีกลไกการผสมสีที่ต่างจากระบบออฟเซ็ต 4 สี (CMYK) ทั่วไป การใช้โหมดสี RGB จะช่วยให้เครื่องพิมพ์สามารถดึงศักยภาพของขอบเขตสี (Color Gamut) ออกมาได้กว้างและสดใสกว่า
หากแปลงไฟล์เป็น CMYK ก่อนส่งพิมพ์ จะทำให้ขอบเขตสีถูกตัดทอนลง (Clipping) ส่งผลให้สีหม่นลงอย่างน่าเสียดาย

Color Profile
Always Embed Profile
Color Profile เปรียบเสมือน "พจนานุกรม" หรือ "ยี่ห้อ" ของสีที่แปลงตัวเลข เช่น RGB (0, 255, 0) เป็นสีจริง ๆ (ในที่นี้คือสีเขียว)
ตัวอย่างเช่น
ค่าสี RGB (0, 255, 0) ของ sRGB ได้สีเขียว
ค่าสี RGB (0, 255, 0) ของ Adobe RGB ได้สีเขียวที่สว่างขึ้นและสีสดขึ้น
ค่าสี RGB (0, 255, 0) ของ ProPhoto RGB ได้สีเขียวสดมากๆ
(รูปตัวอย่างถูกทำให้เกินจริงเพื่อการอธิบาย)
ข้อควรระวัง: หากใช้ค่าสีเดียวกัน (Color Code) แต่ต่าง Profile ผลลัพธ์ของสีที่ได้จะไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ทำการ Embed Color Profile มาในไฟล์ทุกครั้ง (หากไม่มี โปรแกรมส่วนใหญ่จะอนุมานว่าเป็น sRGB ซึ่งอาจทำให้สีเพี้ยนได้ถ้าต้นฉบับไม่ได้ทำมาใน sRGB)
ข้อควรระวัง: การใช้ Color Profile ที่ Gamut กว้างเช่น AdobeRGB ก็ไม่ได้แปลว่างานที่พิมพ์ออกมาสีจะสดตามนั้นเสมอไป ขึ้นอยู่กับกระดาษและความสามารถของเครื่องพิมพ์ด้วย

Bit Depth
Use 16-bit for Gradients
Bit Depth คือความละเอียดในการไล่ระดับเฉดสี
8-bit
สามารถไล่ระดับจากดำไปขาวได้ 256 ระดับ
16-bit
สามารถไล่ระดับได้สูงถึง 65,536 ระดับ
เมื่อไหร่ควรใช้ 16-bit? หากไฟล์งานมีการไล่สี (Gradient) หรือมีท้องฟ้ากว้างๆ การใช้ 16-bit จะช่วยป้องกันปัญหา "Color Banding" (อาการสีไม่เนียน เห็นเป็นชั้นๆ หรือเป็นขั้นบันได)
Note: ซอฟต์แวร์ที่รองรับการทำงาน 16-bit ได้สมบูรณ์คือ Adobe Photoshop สำหรับ Illustrator (Vector) และ Procreate อาจมีข้อจำกัดในบางฟังก์ชันเกี่ยวกับการส่งออกไฟล์ 16-bit

File Types
TIF (TIFF)
แม้ไฟล์ภาพหลายประเภทจะสามารถบันทึกความละเอียดสูงได้ แต่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับงานพิมพ์
TIF (Tagged Image File Format)
เป็นมาตรฐานสำหรับงานพิมพ์คุณภาพสูง เพราะรองรับการบันทึกแบบ Lossless (ไม่มีการบีบอัดจนเสียคุณภาพ) และรองรับ LZW compression ที่ลดขนาดไฟล์โดยไม่ลดคุณภาพ
PSD
เป็นไฟล์ต้นฉบับที่ดี แต่เป็นรูปแบบเฉพาะของ Adobe (Proprietary format) อาจเกิดปัญหา Compatibility หากร้านพิมพ์ไม่มีฟอนต์ หรือใช้โปรแกรมคนละเวอร์ชัน
JPG
ไม่แนะนำ สำหรับงานพิมพ์ Fine Art เนื่องจากมีการบีบอัดข้อมูล (Lossy) ทำให้รายละเอียดสูญหายทุกครั้งที่ทำการ Save

Resolution
300-600 DPI
Resolution หรือความละเอียดของภาพ (Bitmap/Raster) เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มสร้างไฟล์ (Create New) การนำภาพเล็กมาขยาย (Upscale/Resample) ในภายหลัง ไม่สามารถเพิ่มรายละเอียดที่แท้จริงได้
Standard Printing
ปกติใช้ที่ 300 DPI
High-End Inkjet / Fine Art
หากงานพิมพ์ใช้กระดาษคุณภาพสูงและมีรายละเอียดเล็กมาก (เช่น ตัวอักษรขนาด 10pt หรือเล็กกว่า) การใช้ 600 DPI จะให้ความคมชัดที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
Large Format (A1, A0+)
สำหรับงานพิมพ์ขนาดใหญ่ที่เน้นการมองจากระยะไกล สามารถลด Resolution ลงเหลือ 150 - 240 DPI ได้โดยที่ตามนุษย์ไม่สามารถแยกความแตกต่าง ช่วยให้ไฟล์ไม่ใหญ่จนเกินความจำเป็น
ข้อแนะนำ: การตรวจสอบ Resolution ว่าเหมาะสมหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญงานพิมพ์ โดยพิจารณาจาก ขนาดจริงที่จะพิมพ์ (Physical Size), ประเภทกระดาษ และ ระยะการมอง (Viewing Distance)